Key Takeaways
อาการเจ็บคออาจเกิดได้จากทั้งคออักเสบและทอนซิลอักเสบ โดยลำคออักเสบ (Pharyngitis) มักเกิดจากไวรัส ทำให้เจ็บคอทั่วไปและมีอาการหวัดร่วม ส่วนทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) มักพบต่อมทอนซิลบวมแดง มีหนอง และมีโอกาสเกิดไข้สูงได้มากกว่า การแยกอาการให้ชัดเจนจะช่วยให้เลือกวิธีดูแลได้อย่างเหมาะสม เช่น การดื่มน้ำอุ่น พักผ่อน และการใช้ยาบรรเทาอาการหรือสเปรย์พ่นคอที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อเพื่อลดการอักเสบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
Table of Content
- ไขข้อสงสัย ลำคออักเสบ vs ทอนซิลอักเสบ ต่างกันอย่างไร ?
- ตารางสรุปอาการทอนซิลอักเสบ vs ลำคออักเสบ
- วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อมีอาการเจ็บคอทอนซิลอักเสบ หรือลำคออักเสบ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลำคออักเสบและทอนซิลอักเสบ (FAQs)

อาการเจ็บคอเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย แต่หลายคนยังสับสนระหว่างลำคออักเสบ vs ทอนซิลอักเสบว่าแตกต่างกันอย่างไร เนื่องจากทั้งสองภาวะมีอาการคล้ายกัน เช่น เจ็บคอ กลืนลำบาก หรือมีไข้ การแยกความแตกต่างของอาการเบื้องต้นจะช่วยให้ดูแลตัวเองได้เหมาะสม และรู้ว่าเมื่อใดควรพบแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงของอาการลุกลาม
ไขข้อสงสัย ลำคออักเสบ vs ทอนซิลอักเสบ ต่างกันอย่างไร ?
แม้ทั้งสองภาวะจะทำให้เกิดอาการเจ็บคอเหมือนกัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ตำแหน่งของการอักเสบ” และลักษณะอาการที่สังเกตได้1,2,3
ทำความรู้จักกับภาวะลำคออักเสบ (Pharyngitis)
คออักเสบ หรือ ลำคออักเสบ คือการอักเสบของเยื่อบุบริเวณลำคอช่วงหลังโพรงจมูกต่อเนื่องถึงกล่องเสียง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดทั่วไป รวมถึงปัจจัยระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ มลภาวะ หรืออากาศที่แห้งและเย็นจัดในห้องปรับอากาศ ทำให้รู้สึกระคายคอ แสบคอ เจ็บคอขณะพูดหรือกลืน แต่โดยมากจะไม่พบจุดหนองอย่างชัดเจน ซึ่งมักจะสามารถหายได้เองหากดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ1,6
ทำความรู้จักกับภาวะทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)
ทอนซิลอักเสบ คือการอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณต่อมทอนซิล ซึ่งเป็นอวัยวะเนื้อเยื่อน้ำเหลืองสองข้างของลำคอที่ทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรค เมื่อเกิดการติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเชื้อแบคทีเรีย ต่อมทอนซิลมักมีอาการบวมแดง มีจุดหนองสีขาวหรือเหลืองประปราย และอาจบวมโตจนทำให้กลืนลำบากหรือหายใจไม่สะดวก ภาวะนี้อาจส่งผลให้มีไข้สูงเฉียบพลัน และควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน2,3,4
ตารางสรุปอาการทอนซิลอักเสบ vs ลำคออักเสบ
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบอาการทอนซิลอักเสบ vs ลำคออักเสบ ได้ตามตารางด้านล่างนี้4,5
ลักษณะอาการ | ลำคออักเสบ (Pharyngitis) | ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) |
ตำแหน่งที่เจ็บ | มักเจ็บกระจายทั่วลำคอ | จะเจ็บเฉพาะบริเวณด้านข้างลำคอ |
ลักษณะเมื่อส่องกระจก | มักเห็นเพียงผนังคอแดง | อาจเห็นต่อมทอนซิลบวมโตหรือมีจุดหนอง |
ระดับไข้ | มักมีไข้ต่ำ หรือไม่มีไข้ | มีโอกาสเกิดไข้สูงได้มากกว่า |
อาการร่วม | มักมีน้ำมูก ไอ หรือเสียงแหบร่วมด้วย | อาจมีต่อมน้ำเหลืองโตและอ่อนเพลียอย่างชัดเจน |
การกลืน | รู้สึกเจ็บคอขณะกลืน แต่ความรุนแรงน้อยกว่า | มักทำให้กลืนลำบากและรู้สึกเจ็บมากกว่า |

วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อมีอาการเจ็บคอทอนซิลอักเสบ หรือลำคออักเสบ
ไม่ว่าจะเป็นลำคออักเสบหรือทอนซิลอักเสบ การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้อาการดีขึ้น และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน1,2,6
การเลือกใช้ยาและการกลั้วคอฆ่าเชื้อ
สามารถใช้ยาสามัญประจำบ้านเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอร่วมกับการกลั้วคอด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือเลือกใช้สเปรย์พ่นคอที่ช่วยบรรเทาอาการทอนซิลอักเสบ เพื่อลดการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากและลำคอ ซึ่งตัวยาจะช่วยบรรเทาการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น และลดการระคายเคืองได้ในทั้งสองภาวะ โดยเป็นการรักษาเฉพาะจุดที่ช่วยลดความจำเป็นในการพึ่งพายาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นในกรณีที่ติดเชื้อไวรัส1,6
การปรับพฤติกรรมและการพักผ่อน
ควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยละลายเสมหะในเยื่อบุลำคอ แนะนำให้เลือกรับประทานอาหารอ่อนที่กลืนง่าย เช่น โจ๊ก หรือซุปใส และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอดที่มีความแข็งกระด้างซึ่งอาจครูดผนังคอ รวมถึงงดเครื่องดื่มเย็นจัดและแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งพักผ่อนอย่างเหมาะสม ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายฟื้นตัวได้เต็มประสิทธิภาพ1,2,6
หากเริ่มมีอาการเจ็บคอ กลืนลำบาก หรือสงสัยว่าเข้าข่าย ทอนซิลอักเสบ การดูแลช่องคอตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ การเลือกใช้สเปรย์พ่นคอสำหรับผู้ที่มีอาการทอนซิลอักเสบและแผลในคอที่มีตัวยา โพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-Iodine) 4.5 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ที่มีคุณสมบัติเป็นแอนตี้เซพติคที่ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการลดอาการอักเสบ บรรเทาอาการระคายคอ และความรู้สึกไม่สบายที่คอได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
*ควรหลีกเลี่ยงการใช้โพวิโดน-ไอโอดีน ในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร เว้นแต่ผ่านการประเมินประโยชน์และความเสี่ยงจากแพทย์แล้วเท่านั้น
ข้อมูลอ้างอิง
(1) อาการเจ็บคอ หรือ คออักเสบ (Pharyngitis). สืบค้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569. จากhttps://www.bumrungrad.com/th/conditions/pharyngitis
(2) ทอนซิลอักเสบ สัญญาณเตือน สาเหตุ และการรักษา. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569. จากhttps://www.vimut.com/article/tonsillitis-sign-causes-treatment
(3) โรคต่อมทอนซิลอักเสบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569. จากhttps://www.ram-hosp.co.th/th/news_detail/1731
(4) ต่อมทอนซิลอักเสบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569. จากhttps://www.nakornthon.com/article/detail/tonsillitis
(5) ทอนซิลอักเสบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569. จากhttps://www.doctor.or.th/doctorme/disease/12674?vdt=doctorme_disease_detail%7Cpage_9
(6) การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569. จากhttps://www.chularat3inter.com/th/contents/tonsillitis-treatment
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลำคออักเสบและทอนซิลอักเสบ (FAQs)
Q: ช่องคออักเสบ vs ทอนซิลอักเสบ vs ลำคออักเสบ ต่างกันอย่างไร ?
A: แท้จริงแล้ว "ช่องคออักเสบ" และ "ลำคออักเสบ" คือภาวะเดียวกันทางการแพทย์ (Pharyngitis) ซึ่งเป็นการอักเสบของผนังลำคอทั่วไป มักเกิดจากไวรัสและมีอาการคล้ายหวัด ส่วน "ทอนซิลอักเสบ" (Tonsillitis) เป็นการอักเสบเฉพาะจุดที่บริเวณต่อมทอนซิลด้านข้างลำคอ ซึ่งมักมีอาการรุนแรงกว่า เจ็บเวลากลืนมากกว่า และมักพบจุดหนองร่วมด้วย1,2
Q: อาการเจ็บคอจากลำคออักเสบและทอนซิลอักเสบ สามารถหายเองได้หรือไม่ ?
A: หากการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ร่างกายสามารถฟื้นฟูและหายได้เองภายใน 5-7 วัน หากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ แต่หากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอาจจำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะ1,6
Q: ทอนซิลอักเสบสามารถติดต่อกันได้หรือไม่ ?
A: สามารถติดต่อกันได้ ภาวะนี้มักแพร่กระจายเชื้อโรคผ่านทางละอองฝอยน้ำลาย น้ำมูก จากการไอ จาม หรือการใช้ภาชนะดื่มน้ำและรับประทานอาหารร่วมกัน2,4
Q: เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการเจ็บคอ ?
A: ควรรีบไปพบแพทย์หากมีอาการเจ็บคอรุนแรงจนไม่สามารถกลืนน้ำหรืออาหารได้ หายใจลำบาก มีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือพบจุดหนองสีขาวบริเวณต่อมทอนซิล เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง1,2,4