Key Takeaways
อาการคออักเสบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย รวมถึงสิ่งกระตุ้นอย่างฝุ่นควันและมลภาวะ การดูแลตัวเองในเบื้องต้นทำได้ด้วยการพักผ่อน ดื่มน้ำอุ่น และทำความสะอาดช่องปากด้วยยาบ้วนปากกลั้วคอที่มีส่วนผสมของโพวิโดน-ไอโอดีน เพื่อช่วยบรรเทาอาการอักเสบและระงับเชื้อโรคในลำคอ ทั้งนี้หากพบอาการรุนแรง เช่น กลืนอาหารไม่ได้ หายใจติดขัด หรือมีไข้สูงต่อเนื่อง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม
Table of Content
- คออักเสบเฉียบพลัน คืออะไร ?
- คออักเสบเฉียบพลัน เกิดจากอะไร ?
- เช็กอาการ ! แบบไหนคือคออักเสบเฉียบพลัน
- วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการคออักเสบ
- คออักเสบเฉียบพลัน เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์ ?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคออักเสบเฉียบพลัน (FAQs)
อาการเจ็บคอ กลืนน้ำลายแล้วเจ็บ หรือรู้สึกไม่สบายภายในลำคอ เป็นสัญญาณเตือนของ "คออักเสบเฉียบพลัน" ภาวะนี้พบได้บ่อยในทุกเพศ ทุกวัย และมักสร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยหากปล่อยไว้หรือไม่ดูแลอย่างถูกวิธี อาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้

คออักเสบเฉียบพลัน คืออะไร ?
คออักเสบเฉียบพลัน (Acute Pharyngitis) คือ การอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่มักเป็นการอักเสบบริเวณผนังคอหอย ต่อมทอนซิล หรือเพดานอ่อน ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย และมักสัมพันธ์กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง มลภาวะ หรือการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในชุมชน1,2
คออักเสบเฉียบพลัน เกิดจากอะไร ?
ภาวะคออักเสบเฉียบพลัน สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้
การติดเชื้อไวรัส (พบได้บ่อยที่สุด)
เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไวรัสโควิด-19 หรือไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดทั่วไป โดยเชื้อเหล่านี้จะเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุลำคอจนทำให้เกิดการระคายเคือง และมักมีอาการไอ น้ำมูกไหล หรือตาแดงร่วมด้วย1,2
การติดเชื้อแบคทีเรีย
ที่พบบ่อยคือเชื้อกลุ่ม Streptococcus pyogenes (Group A Strep) ซึ่งส่งผลให้เกิดการอักเสบแบบเฉียบพลัน โดยกลุ่มนี้มักมีอาการรุนแรงกว่าเชื้อไวรัส เช่น มีไข้สูง เจ็บคอจัด และปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อเชื้ออาจทำให้ต่อมทอนซิลเกิดหนองปน1,2
สาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การติดเชื้อ
เช่น การใช้เสียงมากเกินไปจนกล้ามเนื้อลำคออ่อนล้าและอักเสบ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ โรคกรดไหลย้อนที่ขึ้นมากัดเซาะผิวเนื้อเยื่อ หรือการสูดดมมลภาวะและฝุ่น PM 2.5 ที่เข้าไปกระตุ้นให้เยื่อบุผิวเกิดความระคายเคืองและแห้งตึง2,3

เช็กอาการ ! แบบไหนคือคออักเสบเฉียบพลัน
อาการของโรคอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคและระดับภูมิต้านทาน ซึ่งสามารถสังเกตได้ดังนี้1,2
- แสบคอหรือระคายเคือง โดยเฉพาะเวลาที่กลืนอาหารหรือกลืนน้ำลาย
- ผนังลำคอด้านหลังมีสีแดงจัดกว่าปกติ เนื่องจากการขยายตัวของหลอดเลือด
- มีไข้ต่ำ ๆ ร่วมกับอาการหวัดในกรณีติดเชื้อไวรัส หรือมีไข้สูงหนาวสั่นในกรณีติดเชื้อแบคทีเรีย
- ต่อมน้ำเหลืองบวมโตขึ้นและรู้สึกเจ็บเมื่อกดลงไป
- อาการอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีเสมหะสะสมในลำคอ
วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการคออักเสบ
เมื่อพบสัญญาณเตือนในระยะแรก การปรับพฤติกรรมอย่างถูกต้อง จะมีส่วนช่วยชะลอความรุนแรงและทำให้ร่างกายฟื้นตัวดียิ่งขึ้น โดยแนวทางมีดังนี้
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้เยื่อบุลำคอที่อักเสบ และช่วยละลายเสมหะที่ข้นเหนียวให้ขับออกได้ง่ายขึ้น2
กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ
ผสมเกลือครึ่งช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้ว กลั้วคอวันละ 3-4 ครั้ง ความเข้มข้นของน้ำเกลือจะช่วยบ้วนล้างสิ่งแปลกปลอม บรรเทาความฝืดเคือง และลดอาการบวมของเนื้อเยื่อภายในช่องปากได้2
พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับอย่างเต็มที่และงดกิจกรรมหนัก ๆ คือกระบวนการฟื้นฟูร่างกายตามธรรมชาติที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับมาทำงานต่อสู้เชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ1
หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น
งดการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นควัน งดรับประทานอาหารรสจัด อาหารเผ็ด หรือของทอดที่มีความแข็งกระด้างซึ่งอาจครูดผิวลำคอ รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้เสียงชั่วคราวเพื่อลดการเสียดสีของเส้นเสียง3
คออักเสบเฉียบพลัน เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์ ?
แม้ว่าอาการคออักเสบส่วนใหญ่จะสามารถดูแลให้ดีขึ้นได้เอง แต่หากร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องได้รับยาปฏิชีวนะ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว โดยควรสังเกตอาการดังนี้
- เจ็บคอรุนแรงจนไม่สามารถกลืนน้ำ อาหาร หรือแม้แต่น้ำลายของตนเองได้1,2
- หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ หรือมีเสียงหวีดแสดงถึงช่องทางเดินหายใจที่ตีบแคบลงขณะหายใจ1,2
- มีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันโดยไม่มีแนวโน้มจะลดลงแม้จะรับประทานยาลดไข้แล้ว1,2
- ส่องกระจกแล้วพบจุดหนองสีขาวปรากฏบนต่อมทอนซิลหรือบริเวณผนังคอ1,2
- เสียงเปลี่ยนหรือเสียงแหบติดต่อกันยาวนานเกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการอักเสบที่ลุกลามไปยังบริเวณกล่องเสียง1,2
สำหรับผู้ที่สงสัยว่าอาการคออักเสบกี่วันหาย โดยทั่วไปอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 3-7 วันตามกลไกธรรมชาติ นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว การรักษาความสะอาดในช่องปากก็มีส่วนสำคัญ โดยสามารถใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและทางเดินหายใจส่วนต้นที่มีส่วนผสมของ โพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-Iodine) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ บรรเทาอาการไม่สบายที่คอ แผลในปาก และช่วยระงับกลิ่นปากได้ตามข้อบ่งใช้
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเจ็บคอรุนแรง กลืนอาหารลำบาก หรือมีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
*ควรหลีกเลี่ยงการใช้โพวิโดน-ไอโอดีน ในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร เว้นแต่ผ่านการประเมินประโยชน์และความเสี่ยงจากแพทย์แล้วเท่านั้น
ข้อมูลอ้างอิง
(1) Acute Pharyngitis. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568. จาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK559007/
(2) Recommendations for Management of Acute Pharyngitis in Adults. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568. จาก https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7154615/
(3) Environmental and Non-infectious Factors in the Aetiology of Pharyngitis (Sore Throat). สืบค้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568. จาก https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3439613/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคออักเสบเฉียบพลัน (FAQs)
Q: คออักเสบเฉียบพลันเกิดจากอะไร และรักษาได้เองไหม ?
A: เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งระคายเคืองอย่างฝุ่นควัน สามารถดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้ด้วยการพักผ่อน ดื่มน้ำอุ่น และทำความสะอาดช่องปาก แต่หากติดเชื้อแบคทีเรียควรพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะ1,2,3
Q: อาการคออักเสบเฉียบพลันสังเกตจากอะไร ต่างจากเจ็บคอทั่วไปอย่างไร ?
A: สังเกตได้จากอาการแสบคอเวลากลืนน้ำลาย และผนังคอมีสีแดงจัดชัดเจน ซึ่งต่างจากเจ็บคอทั่วไปตรงที่คออักเสบมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่วมกับมีไข้ หรือต่อมน้ำเหลืองข้างลำคอบวมโต1
Q: อาการคออักเสบเฉียบพลันหายเองได้ไหม ใช้เวลากี่วัน ?
A: หากเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือสิ่งระคายเคือง ร่างกายสามารถฟื้นฟูและหายได้เองภายใน 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับการพักผ่อน แต่หากผ่านไป 3 วันแล้วไข้ไม่ลดลงหรืออาการรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสาเหตุและวิธีการรักษาที่เหมาะสม1,2