Key Takeaways
แผลในปาก หรือแผลร้อนใน ส่วนใหญ่เกิดจากการระคายเคืองทางกายภาพ ความเครียด และภูมิคุ้มกันที่ลดลงชั่วคราว ซึ่งร่างกายสามารถฟื้นฟูเยื่อบุผิวให้กลับมาเป็นปกติได้เองภายใน 5-14 วัน สำหรับแนวทางการรักษาควรเน้นการรักษาความสะอาดอย่างเบามือ ควบคู่ไปกับการเลือกใช้ยาเพื่อลดการอักเสบ หรือเลือกใช้ยาบ้วนปากและสเปรย์พ่นช่องปาก ที่ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียและป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตาม หากแผลมีขนาดใหญ่ผิดปกติหรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาต่อไป
Table of Content
- แผลในปาก คืออะไร มีกี่ประเภท ?
- แผลในปากเกิดจากอะไรได้บ้าง ?
- แผลในปากกี่วันหาย ? ระยะเวลาที่ร่างกายใช้ฟื้นฟู
- เป็นแผลในปาก ใช้ยาอะไรดี ? แนวทางการเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสม
- วิธีดูแลตัวเองร่วมกับการใช้ยา
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลในปาก (FAQs)
ปัญหาสุขภาพภายในช่องปากที่สร้างความยากลำบากในการรับประทานอาหารและการพูด คงหนีไม่พ้นอาการแผลในปากหรือแผลร้อนใน ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกวัยและสร้างความรำคาญใจอยู่เสมอ หลายคนอาจสงสัยว่าแผลในปากเกิดจากอะไร และเมื่อเป็นแล้วกี่วันหาย บทความนี้มีคำตอบพร้อมแนวทางการเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสม เพื่อให้เนื้อเยื่อในช่องปากกลับมาฟื้นตัวตามปกติ

แผลในปากคืออะไร มีกี่ประเภท ?
แผลในปาก หรือแผลแอฟทัส (Aphthous Ulcer) คือแผลขนาดเล็กที่ปรากฏขึ้นบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนภายในช่องปาก เช่น ด้านในริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เหงือก หรือบนลิ้น ลักษณะทั่วไปของแผลมักจะมีจุดศูนย์กลางสีขาวหรือสีเหลืองล้อมรอบด้วยขอบสีแดง มักจะรู้สึกเจ็บหรือแสบเมื่อมีสิ่งสัมผัส โดยเฉพาะเวลาที่รับประทานอาหารรสจัดหรือของร้อน1,2
ทางการแพทย์สามารถแบ่งแผลร้อนในออกเป็น 3 ประเภทหลักตามขนาดและลักษณะของรอยโรค ดังนี้
แผลร้อนในขนาดเล็ก (Minor Aphthous Stomatitis)
แผลมีลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรีขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร ไม่ค่อยทิ้งรอยแผลเป็นและสามารถหายได้เอง1,2
แผลร้อนในขนาดใหญ่ (Major Aphthous Stomatitis)
แผลมีความลึกและขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร มักสร้างความเจ็บปวดค่อนข้างมาก ใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายสัปดาห์ และอาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้หลังจากแผลหายดีแล้ว1,2
แผลร้อนในแบบกลุ่มก้อน (Herpetiform Aphthous Stomatitis)
พบได้น้อยที่สุด แผลมีขนาดเล็กมากเท่าหัวเข็มหมุด (ประมาณ 1-3 มิลลิเมตร) แต่จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่ 10 ถึง 100 แผล ซึ่งสามารถกระจายตัวอยู่ทั่วช่องปาก1,2
แผลในปากเกิดจากอะไรได้บ้าง ?
การทำความเข้าใจว่าแผลในปากเกิดจากอะไร จะช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นและดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยสาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้
1. การบาดเจ็บภายในช่องปากจากกิจวัตรประจำวัน
เป็นสาเหตุทางกายภาพที่พบบ่อย เช่น การบังเอิญกัดกระพุ้งแก้มหรือริมฝีปากขณะเคี้ยวอาหาร การบาดเจ็บจากขอบฟันที่คม ฟันเก หรือการเสียดสีจากอุปกรณ์จัดฟัน รวมถึงการแปรงฟันที่แรงเกินไปจนทำให้เนื้อเยื่ออ่อนเกิดการฉีกขาด1,3
2. ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
เมื่อร่างกายเผชิญกับความเครียดสะสม การทำงานหนัก หรือการนอนหลับพักผ่อนไม่เป็นเวลา ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจทำงานลดลง ส่งผลให้เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากมีความอ่อนแอและเกิดการอักเสบเป็นแผลได้ง่ายขึ้น1,3
3. การขาดสารอาหารบางชนิด
การได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก (Folic Acid) และสังกะสี (Zinc) มีส่วนสำคัญที่ทำให้กระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวและเนื้อเยื่อบุผิวภายในช่องปากทำงานได้อย่างไม่สมบูรณ์1,3
4. การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน
สาเหตุนี้พบได้บ่อยในผู้หญิงช่วงที่มีรอบเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนในร่างกายเกิดการแปรปรวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความอ่อนแอของเนื้อเยื่อบุผิวในช่องปากชั่วคราว1,3
5. การแพ้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก
สารลดแรงตึงผิวบางชนิด เช่น โซเดียมลาอูริลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate หรือ SLS) ที่มักผสมอยู่ในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากบางสูตร อาจก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องปากในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย จนทำให้เกิดแผลในปากได้1
แผลในปากกี่วันหาย ? ระยะเวลาที่ร่างกายใช้ฟื้นฟู
โดยทั่วไปแล้ว หากเป็นแผลร้อนในขนาดเล็ก ร่างกายจะมีกระบวนการเยียวยาตัวเองและแผลจะค่อย ๆ ยุบตัวลงภายใน 5-14 วัน โดยอาการเจ็บปวดจะรุนแรงในช่วง 2-3 วันแรกหลังจากแผลปรากฏขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากเป็นแผลขนาดใหญ่ หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ระยะเวลาในการฟื้นฟูอาจขยายออกไปเป็น 3-6 สัปดาห์ และอาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้หลังจากแผลหายดีแล้ว2,3
เป็นแผลในปาก ใช้ยาอะไรดี ? แนวทางการเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสม
เมื่อแผลในปากเจ็บจนส่งผลกระทบต่อการรับประทานอาหาร การเลือกใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการก็เป็นทางเลือกที่ช่วยได้ โดยสามารถจำแนกกลุ่มยาตามกลไกการออกฤทธิ์และรูปแบบการใช้งานได้ดังนี้
1. ยาทาแผลในปากประเภทสเตียรอยด์
เป็นยาในรูปแบบเจลหรือบาล์มป้าย มีคุณสมบัติช่วยลดกระบวนการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บปวดของแผล ตัวยาที่นิยมใช้ เช่น Triamcinolone Acetonide โดยวิธีใช้คือการซับแผลให้แห้งเล็กน้อยแล้วแต้มยาลงบนแผลก่อนนอนหรือหลังรับประทานอาหาร เพื่อให้ตัวยาเคลือบผิวแผลได้นานขึ้น2,3
2. ยาบ้วนปากและกลั้วคอที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อ
ในกรณีที่แผลมีจำนวนมาก หรืออยู่ในตำแหน่งที่ทายาได้ยาก การใช้ยาบ้วนปากและกลั้วคอที่มีตัวยาโพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-Iodine) จะช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อซ้ำซ้อนบริเวณแผลได้2
3. ยาพ่นในช่องปาก (Oral Spray)
สเปรย์พ่นคอที่มีส่วนผสมของโพวิโดน-ไอโอดีน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มความสะดวกในการใช้งานระหว่างวัน ช่วยลดอาการอักเสบบริเวณช่องปากและลำคอ รวมถึงบรรเทาอาการแผลในปากได้2
4. ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ (Topical Anesthetics)
ยาในกลุ่มนี้มักมีส่วนผสมของ Lidocaine หรือ Benzocaine มีฤทธิ์ทำให้ชาเฉพาะจุดชั่วคราว เหมาะสำหรับใช้แต้มก่อนรับประทานอาหารเพื่อช่วยลดอาการแสบร้อนและช่วยให้รับประทานอาหารได้สะดวกขึ้น2,3

วิธีดูแลตัวเองร่วมกับการใช้ยา
เพื่อให้การใช้ยารักษาแผลในปากทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้ควบคู่ไปด้วย
- ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ : เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในช่องปากและช่วยลดความร้อนสะสม
- ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร : หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารเผ็ดร้อน ของทอดที่มีความแข็งกระด้างซึ่งอาจครูดผิวแผล และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- รักษาความสะอาดอย่างเบามือ : เลือกใช้ยาสีฟันสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีสาร SLS และใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่มเพื่อป้องกันการกระแทกแผลซ้ำ
แผลในปากเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งทางกายภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และความสมบูรณ์ของร่างกาย การดูแลตนเองด้วยการพักผ่อน รักษาความสะอาด และเลือกใช้ยาทาหรือน้ำยากลั้วที่เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก*ที่เหมาะสม จะช่วยให้แผลค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับมาเป็นปกติได้
อย่างไรก็ตาม หากพบว่าแผลในปากมีขนาดใหญ่ผิดปกติ มีอาการเจ็บรุนแรง หรือแผลไม่ยอมลดขนาดลงแม้จะผ่านไปเกิน 3 สัปดาห์แล้ว ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
*ควรหลีกเลี่ยงการใช้โพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-Iodine) ในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร เว้นแต่ผ่านการประเมินประโยชน์และความเสี่ยงจากแพทย์แล้วเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลในปาก (FAQs)
Q: แผลในปาก คืออะไร มีกี่ประเภท ?
A: แผลในปาก คือการอักเสบของเยื่อบุอ่อน แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ แผลขนาดเล็กที่หายได้เอง แผลขนาดใหญ่ที่ลึกและใช้เวลาฟื้นฟูหลายสัปดาห์ และแผลชนิดกลุ่มก้อนขนาดเล็กกระจายทั่วช่องปาก1,3
Q: แผลในปากที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ มักเกิดจากอะไร ?
A: มักเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องชั่วคราว ความเครียดเรื้อรัง การแพ้สารเคมีในยาสีฟันที่ใช้ประจำ หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินอาหารและโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (SLE)1,3
Q: หากเป็นแผลในปาก สามารถรับประทานอาหารประเภทใดเพื่อช่วยให้แผลสมานตัวได้ดีขึ้น ?
A: ควรเน้นรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และมีฤทธิ์เย็น เช่น โจ๊กอุณหภูมิห้อง โยเกิร์ต หรือน้ำเต้าหู้ และเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินบีสูงเพื่อช่วยเรื่องการฟื้นฟูเนื้อเยื่อผิว3
Q: สารสกัดจากธรรมชาติหรือสมุนไพรชนิดใดที่ใช้อมกลั้วปาก เพื่อบรรเทาอาการแสบร้อนได้ ?
A: สามารถใช้น้ำต้มเกลืออ่อน ๆ น้ำใบบัวบก หรือน้ำชาเขียวอุ่น ๆ อมบ้วนปากเพื่อช่วยลดความร้อนสะสม ปลอบประโลมเยื่อบุผิว และช่วยลดโอกาสการเติบโตของเชื้อโรคบริเวณแผล