Key Takeaways
เมื่อพบอาการเจ็บคอในเด็ก สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนอาหารให้มีเนื้อสัมผัสนุ่ม เหลว และกลืนง่าย เช่น น้ำซุปอุ่น ๆ โจ๊ก ข้าวต้ม หรือของว่างฤทธิ์เย็นอย่างพุดดิ้งและโยเกิร์ต เพื่อช่วยให้ลูกน้อยได้รับพลังงานเพียงพอในการฟื้นฟูร่างกาย โดยไม่ระคายเคืองหรือครูดผิวในลำคอ
นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เด็กจิบน้ำสะอาดบ่อย ๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้น จัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาดเพื่อหลีกเลี่ยงฝุ่นควัน และคอยสังเกตสัญญาณเตือนสำคัญ เช่น ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 48 ชั่วโมง ปฏิเสธอาหารจนเริ่มขาดน้ำและสารอาหาร หรือกลืนน้ำลายไม่ได้ ให้รีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
Table of Content
- อาการเจ็บคอในเด็ก เกิดจากสาเหตุใด ?
- เด็กเจ็บคอกินอะไรได้บ้าง ? รวมเมนูอาหารอ่อนฟื้นฟูร่างกาย
- อาหารและพฤติกรรมที่ควรเลี่ยงชั่วคราว
- แนวทางดูแลเบื้องต้นเมื่อพบอาการเจ็บคอในเด็ก
- สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ ?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเจ็บคอในเด็ก (FAQs)
เมื่อเด็ก ๆ มีอาการเจ็บคอ สิ่งที่ตามมามักเป็นความยากลำบากในการกลืนอาหาร จนทำให้ปฏิเสธการกินข้าวและเริ่มมีอาการงอแงเนื่องจากความหิวและความไม่สบายตัว ปัญหานี้มักสร้างความกังวลใจให้พ่อแม่ไม่น้อย เพราะกลัวว่าลูกจะขาดสารอาหารหรือร่างกายอ่อนเพลียลง
ดังนั้น เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับพลังงานและฟื้นฟูร่างกายได้อย่างเหมาะสม บทความนี้จึงได้รวบรวมไอเดียอาหารและแนวทางดูแลเบื้องต้นที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

อาการเจ็บคอในเด็ก เกิดจากสาเหตุใด ?
การทำความเข้าใจสาเหตุในเบื้องต้นที่ทำให้ลูกเจ็บคอ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินความรุนแรง และวางแผนดูแลระบบทางเดินหายใจของลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม โดยสาเหตุหลัก ๆ มักมีดังนี้
ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในวัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หรือเมื่อเด็กไปโรงเรียนแล้วได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสหรือหายใจร่วมกับเพื่อน ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ หรือมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมด้วย1,2
ติดเชื้อแบคทีเรีย
แม้จะพบได้น้อยกว่าการติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป แต่หากเกิดขึ้นมักส่งผลให้มีอาการค่อนข้างรุนแรงและเฉียบพลัน โดยเด็กมักจะมีไข้สูง เจ็บคอจนกลืนน้ำลายลำบากหรือปฏิเสธการกลืน และเมื่อคุณพ่อคุณแม่ลองใช้ไฟฉายส่องดูภายในช่องคอ ก็อาจพบต่อมทอนซิลมีลักษณะบวมแดงโต หรือมีจุดหนองสีขาวอยู่บริเวณเนื้อเยื่อ1,2
ปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อม
อาการเจ็บคอไม่จำเป็นต้องเกิดจากการติดเชื้อเสมอไป แต่อาจเกิดการระคายเคืองจากปัจจัยภายนอก เช่น การสูดดมฝุ่นละออง PM 2.5 ควันบุหรี่มือสอง การอยู่ในห้องปรับอากาศที่อากาศแห้งและเย็นจัดเป็นเวลานานเกินไป หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของตัวเด็กเอง เช่น การตะโกน กรีดร้อง หรือใช้เสียงเล่นสนุกมากเกินไป1
เด็กเจ็บคอกินอะไรได้บ้าง ? รวมเมนูอาหารอ่อนฟื้นฟูร่างกาย
เมื่อทราบสาเหตุแล้ว สิ่งสำคัญถัดมาคือการเลือกเมนูอาหารที่ช่วยให้ลูกน้อยรับประทานได้ง่าย สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังสงสัยว่าเด็กเจ็บคอกินอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยบำรุงร่างกายโดยไม่กระตุ้นการอักเสบ ขอแนะนำตัวเลือกต่อไปนี้
เมนูน้ำซุปและอาหารเหลวอุ่น ๆ
เช่น โจ๊กเหลว ข้าวต้มปลา น้ำซุปเคี่ยวเนื้อสัตว์ หรือซุปไก่ที่ตุ๋นจนเปื่อย อาหารกลุ่มนี้มีเนื้อสัมผัสที่เหลว ลื่นคอ ทำให้เด็กไม่ต้องใช้แรงเคี้ยวเยอะ และมีความอุ่นในระดับที่พอดี ซึ่งช่วยให้เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อรอบลำคอรู้สึกผ่อนคลาย เพิ่มความอบอุ่น และช่วยให้กลืนอาหารได้สะดวกขึ้น3,4
ของว่างและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เย็น
เช่น ไอศกรีมเนื้อเนียน (ควรหลีกเลี่ยงรสเปรี้ยวจัดหรือชนิดที่ผสมถั่ว) นมแช่เย็น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือพุดดิ้งเนื้อนุ่ม ความเย็นจากของว่างเหล่านี้จะช่วยให้หลอดเลือดฝอยบริเวณช่องคอหดตัวชั่วคราว จึงมีส่วนช่วยลดอาการบวมของเนื้อเยื่อและต่อมทอนซิล พร้อมทั้งช่วยบรรเทาความรู้สึกเจ็บแสบ3,5
ผลไม้เนื้อนุ่ม
เช่น กล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก หรืออะโวคาโดบด ซึ่งมีเนื้อสัมผัสที่เนียน กลืนง่าย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย โดยไม่ก่อให้เกิดการเสียดสีหรือระคายเคืองต่อผนังในลำคอ3,4
อาหารและพฤติกรรมที่ควรเลี่ยงชั่วคราว
นอกจากการเลือกเมนูอาหารเนื้อนุ่มแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท ซึ่งอาจทำให้เยื่อบุผิวลำคอของลูกน้อยเกิดการระคายเคืองมากขึ้น ดังนี้
ของทอดและของกรอบ
เช่น ขนมกรุบกรอบ ไก่ทอด ชุบแป้งทอด หรือขนมปังปิ้ง เนื่องจากความแข็ง ความแห้ง และความคมของผิวสัมผัสอาหารอาจจะไปครูดกับผิวลำคอที่กำลังบวมแดง ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น4,6
ผลไม้รสเปรี้ยวจัด
เช่น ส้ม มะนาว หรือสับปะรด แม้จะเป็นกลุ่มผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง แต่ความเป็นกรดซิตริกที่เข้มข้นอาจเข้าไปกระตุ้นแผลหรือเนื้อเยื่อบุผิวที่กำลังอักเสบ ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกแสบคอและอาจปฏิเสธการรับประทานอาหารในมื้อถัดไปได้4,6
ขนมหวานจัดหรือน้ำอัดลม
เครื่องดื่มและขนมที่มีปริมาณน้ำตาลสูง รวมถึงแก๊สในน้ำอัดลม อาจทำให้เนื้อเยื่อในช่องคอขาดความชุ่มชื้น ส่งผลให้คอแห้งตึงและกระตุ้นการหลั่งเสมหะเหนียวข้นมากขึ้น6
แนวทางดูแลเบื้องต้นเมื่อพบอาการเจ็บคอในเด็ก
เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและสนับสนุนให้ร่างกายของลูกน้อยฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถนำแนวทางในการดูแลเบื้องต้นเหล่านี้ไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม
ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด
แนะนำให้เด็กจิบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นทีละน้อยแต่บ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของเนื้อเยื่อบุผิวและช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะในลำคอ3,4

จัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม
ควรหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมหรือปรับทิศทางลมของเครื่องปรับอากาศไม่ให้เป่าลงมาที่ใบหน้าหรือตัวเด็กโดยตรง หมั่นรักษาความสะอาดภายในห้องนอนเพื่อลดการสะสมของไรฝุ่น และงดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดควันทุกชนิด เช่น การจุดธูป หรือการสูบบุหรี่ในบริเวณบ้าน1
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ควรจำกัดกิจกรรมที่ต้องใช้แรงเยอะ งดการวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งชั่วคราว เพื่อให้ร่างกายของเด็กได้ใช้พลังงานไปกับกระบวนการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่3
รักษาความสะอาดช่องปาก
ให้เด็กบ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร เพื่อลดการสะสมของเศษอาหารและสิ่งสกปรก สำหรับเด็กโต แนะนำให้กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อช่วยลดความตึงแน่นและรักษาความสะอาดในช่องคออย่างเหมาะสม4
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ ?
แม้ว่าอาการเจ็บคอในเด็กส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นได้เองที่บ้าน แต่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนสำคัญดังต่อไปนี้ แนะนำให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
เด็กปฏิเสธการดื่มน้ำและอาหารติดต่อกันหลายมื้อ จนเริ่มมีสัญญาณของการขาดน้ำ เช่น ตาโหล ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยลงหรือมีสีเข้มจัด2,3
มีไข้สูงเฉียบพลันและไข้ไม่ลดลงหลังจากรับประทานยาลดไข้ไปแล้วเกิน 48 ชั่วโมง2,4
มีอาการหายใจลำบาก หายใจเร็ว หรือมีเสียงหวีดขณะหายใจ รวมถึงมีอาการไอโฮกฮากรุนแรง2
เด็กมีน้ำลายไหลยืดผิดปกติเนื่องจากไม่สามารถกลืนน้ำลายตนเองได้เลย2,3
เมื่อสังเกตในช่องคอแล้วพบแผ่นฝ้าสีขาวหรือจุดหนองกระจายอยู่บริเวณต่อมทอนซิล1,2
อาการเจ็บคอในเด็ก เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยและสามารถดูแลให้ดีขึ้นได้ตามลำดับ หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจการเลือกประเภทอาหารที่นิ่ม กลืนง่าย ไม่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ควบคู่ไปกับการรักษาความสะอาดภายในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ หรือเลือกใช้สเปรย์พ่นคอแก้เจ็บคอที่มีส่วนผสมของโพวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-Iodine)* สูตรสำหรับเด็ก เพื่อช่วยลดการอักเสบเฉพาะที่ ก็จะช่วยประคับประคองให้ลูกน้อยผ่านช่วงเวลาที่ไม่สบายตัวนี้ไปได้อย่างราบรื่น3,4
อย่างไรก็ดี หากพบว่าอาการของลูกเริ่มรุนแรงขึ้น หรือมีไข้สูงเฉียบพลันต่อเนื่องหลายวัน แนะนำให้พาไปพบแพทย์เพื่อรับคำวินิจฉัยและหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป2
*ควรหลีกเลี่ยงการใช้โพวิโดน-ไอโอดีน ในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร เว้นแต่ผ่านการประเมินประโยชน์และความเสี่ยงจากแพทย์แล้วเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเจ็บคอในเด็ก (FAQs)
Q: ลูกเจ็บคอจากไวรัสหรือแบคทีเรีย อาการต่างกันอย่างไร ?
A: อาการเจ็บคอจากเชื้อไวรัสมักมีน้ำมูกไหล ไอ หรือไข้ต่ำ ๆ ร่วมด้วยและหายได้เองตามเวลา ส่วนเชื้อแบคทีเรียมักทำให้ไข้สูงเฉียบพลัน เจ็บคอมากจนกลืนลำบาก และต่อมทอนซิลอาจบวมแดงหรือมีจุดหนอง1,2
Q: เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบที่เจ็บคอ สามารถกินน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นได้ไหม ?
A: ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบกินน้ำผึ้งเด็ดขาด เนื่องจากระบบย่อยอาหารยังพัฒนาไม่เต็มที่ เสี่ยงต่อการติดสปอร์เชื้อแบคทีเรียในน้ำผึ้ง ซึ่งสามารถสร้างสารพิษที่เป็นอันตรายได้7
Q: แปรงฟันให้ลูกตามปกติได้ไหมในช่วงที่ลูกยังมีอาการเจ็บคออยู่ ?
A: ควรแปรงตามปกติเพื่อลดการสะสมของสิ่งสกปรกในช่องปาก แต่แนะนำให้ใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ และแปรงอย่างเบามือเพื่อป้องกันไม่ให้หัวแปรงไปกระแทกโดนเนื้อเยื่อที่กำลังบอบบาง3